posted on 13 Jan 2010 12:05 by kimojisuru
“เครื่องปอกเปลือกกระเทียม”...นวัตกรรมใหม่สำหรับภาคอุตสาหกรรม
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ “เครื่องปอกเปลือกกระเทียม” ระบุมีประสิทธิภาพการทำงานดีเยี่ยม..ปอกเปลือกกระเทียมได้มากกว่า 90 % สามารถแยกเปลือกกระเทียมและเนื้อกระเทียมออกจากกันได้อย่างสมบูรณ์ ช่วยลดระยะเวลาการผลิต ได้ผลิตภัณฑ์ที่สะอาด ถูกสุขอนามัย สนองตอบความต้องการผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย
นางอัญชลี กมลรัตนกุล รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. ชี้แจงว่า ขณะนี้ วว. โดยฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร ประสบความสำเร็จในการออกแบบ “เครื่องปอกเปลือกกระเทียม” ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่พัฒนาโดยทีมนักวิจัยของ วว. เครื่องดังกล่าวมีประสิทธิภาพการทำงานดีเยี่ยม ช่วยลดระยะเวลาการผลิต ปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น และได้ผลิตภัณฑ์ที่สะอาด ถูกสุขอนามัย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้งานในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสนองตอบต่อความต้องการอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ใช้กระเทียมเป็นวัตถุดิบในการผลิต อาทิ อุตสาหกรรมเครื่องเทศ เครื่องปรุงรส อุตสาหกรรมอาหาร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อุตสาหกรรมยา เป็นต้น
จุดเด่นของเครื่องฯ มี 2 ระบบ ได้แก่ ชุดอบลมร้อน ที่จะทำหน้าที่ส่งผ่านลมร้อน ภายในจะมีอุปกรณ์สำหรับกระจายลมร้อนไปตามรูเล็กๆที่เจาะไว้รอบ ๆ เพื่อ preheat ให้เปลือกกระเทียมแห้งและง่ายต่อการปอกเปลือก ซึ่งสามารถปรับระดับขึ้น-ลงได้ตามขนาดของกลีบกระเทียม โดยการหมุนปรับน็อตด้านบน ส่วนอีกระบบหนึ่ง คือ ชุดปอกเปลือกอาศัยแรงลม ซึ่งได้ออกแบบโดยการต่อท่อลมเข้าทางด้านข้าง เพื่อให้เกิดกระแสลมแปรปรวน ทำให้ทิศทางและแรงลมที่เกิดภายในมีลักษณะการเคลื่อนที่แบบปั่นป่วน ซึ่งส่งผลให้กลีบกระเทียมภายในเกิดการขัดสีกันระหว่างกลีบกระเทียมกับกลีบกระเทียม และขัดสีกันระหว่างผนังด้านในกับกลีบกระเทียม…”
อนึ่งเครื่องปอกเปลือกกระเทียม วว. เป็นนวัตกรรมที่ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติและโล่เกียรติคุณ จากการประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์คิดค้นทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำปี 2551 ซึ่งจัดโดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ร่วมกับมูลนิธิธนาคารกรุงเทพฯ อีกทั้ง วว.ยังได้จดสิทธิบัตรนวัตกรรม
posted on 13 Jan 2010 11:54 by kimojisuru
“ Agua H2O ” : นวัตกรรมใหม่ แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ
ภาวะขาดแคลนน้ำเป็นปัญหาสำคัญที่กำลังคุกคามไปทั่วโลกคะ แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ปัญหานี้ ดีไซน์เนอร์ชื่อ Leonardo Manavella ได้ออกแบบเครื่องมือหนึ่งที่อาจจะเป็นหนทางการแก้ไขของปัญหานี้ได้ นั้นก็คือ “Agua H2O” คะ ... เอ้า!...ดูจากรูปแล้วพอจะเดากันได้ไหมเอ่ย ว่าไอเจ้า Aqua H20 เนี้ย มันเอาไว้ใช้ทำอะไร .... แหม รูปประกอบโจ่งครึ้มขนาดนี้ ต้องทายกันถูกอยู่แล้วละ ^ ^
Aqua H20 เป็นเครื่องแปลงสภาพ " ปัสสาวะ " ซึ่งเป็นของเสียที่ถูกขับออกจากร่างกายให้กลายมาเป็นน้ำสะอาดคะ โดยทำงานผ่านระบบที่เรียกว่า “ Activated Carbon ซึ่งจะช่วยปรับทั้ง " สี " และ " กลิ่น " จากเดิมที่เป็นกลิ่นตุๆสีตุ่นๆ ให้กลายเป็นน้ำใสๆหอมหวนชวนดื่ม ซึ่งความพิเศษของเจ้าเครื่องนี้ก็คือ มันสามารถใช้ได้ทั้งปัสสาวะของคนและสัตว์ ( อืมม ... กินฉี่ของไอด่างที่บ้าน ) แถมยังมีขนาดกระทัดรัด พกพาสะดวก เหมาะกับการพกไว้เผื่อฉุกเฉินยาม และ.....ข้อสุดท้ายซึ่งเป็นข้อที่สำคัญที่สุดๆๆๆ นั้นก็คือ คุณไม่ต้องพกแก้วไว้รองน้ำให้เมื่อย เพราะคุณสามารถยกซดดับกระหายจากเครื่องได้ทันทีเลย เพียงแต่ ....คุณจะกล้าพอรึเปล่าละ...
posted on 12 Jan 2010 23:31 by kimojisuru
เครื่องช่วยเดิน-นวัตกรรมใหม่ฮอนด้า
กำลังสงสัยล่ะสิ ว่าเจ้าอุปกรณ์หน้าตาประหลาดๆ นี้มันคืออะไร มีไว้ทำไม คำตอบก็คือ มันคือเครื่องช่วยเดิน ที่บริษัทฮอนด้าได้ประดิษฐ์ขึ้น และเปิดตัวความสำเร็จขั้นที่สองไปเมื่อไม่นานมานี้เอง ขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงทดลองการใช้งานจริง
ว่ากันว่า ด้วยอุปกรณ์ช่วยเดินนี้ ผู้ใช้จะสามารถก้าวขาได้ยาวกว่าปกติ (เปรียบเทียบกับเวลาที่ไม่ได้ใช้) ทำให้การเดินง่ายยิ่งขึ้น นำมาใช้สำหรับทุ่นแรงของคนงานในโรงงานต่าง ๆ ที่ต้องยืนหรือเดินนานๆ หรือต้องลุกนั่งบ่อยๆ ได้เป็นอย่างดี โดยอุปกรณ์ที่ว่านี้ จะสามารถช่วยพยุงขาของผู้ที่สวมใส่ ไม่ให้แบกรับน้ำหนักมากเกินไปในขณะที่เดินไป-มา หรือต้องออกแรงมากมายในเวลาที่ต้องย่อเข่า ลุกขึ้น หรือเวลาที่เดินขึ้น-ลงบันได โดยอุปกรณ์ดังกล่าวถูกควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ติดเครื่องยนต์ และมีระบบเซ็นเซอร์ ซึ่งจะช่วยพยุงน้ำหนักของร่างกายได้ถึง 3 กิโลกรัม และในขณะที่ย่อตัว มันจะช่วยพยุงน้ำหนักได้ถึง 9 กิโลกรัมเลยทีเดียว
บริษัท ฮอนด้าริเริ่มวิจัยและพัฒนาเครื่องช่วยเดินมาตั้งแต่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ผู้คนสามารถเดินทางไปในที่ต่างๆ อย่างมีความสุข ส่วนเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้ในอุปกรณ์ดังกล่าว ก็คือ นวัตกรรมพิเศษที่พัฒนามาจากการศึกษาการเดินของมนุษย์ของฮอนด้ามาเป็นเวลายาวนาน ที่ใช้ในการวิจัยและพัฒนา “อาซิโม” หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ที่ล้ำยุคที่สุดในโลกนั่นเอง
ได้ยินแบบนี้แล้ว ผู้ป่วยหรือใครที่ขาไม่ค่อยจะเอื้ออำนวยให้เดินเหิน หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ได้สะดวกอีกแล้ว คงจะยิ้มออกได้เลยล่ะงานนี้
posted on 02 Dec 2009 14:01 by kimojisuru
เชื่อหรือไม่ ไส้ดินสอก็ทำชิพได้
เมื่อนาโนเทคโนโลยีกำลังบูม และเป็นความหวังของการปฏิวัติทุกวงการอุตสาหกรรม รวมทั้งอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในอนาคตด้วยแนวคิดที่จะนำท่อคาร์บอนนาโน ที่มีคุณสมบัติอันวิเศษ กล่าวคือ มันสามารถเป็นวัสดุกึ่งตัวนำ (Semiconductor) หากจัดเรียงอะตอมได้อย่างเหมาะสมเพื่อใช้ลำเลียงอิเล็กตรอนในทรานซิสเตอร์ แทนซิลิคอน
ความหวังดังกล่าวก็ยังมาไม่ถึงเสีย ทีและอาจจะมาช้าเกินไป จนทำให้กฎของมัวร์สิ้นสุดลง จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่สามารถหาวิธีการจัดเรียงท่อคาร์บอนนาโนในตำแหน่งที่ ต้องการบนชิพได้อย่างแม่นยำ (เนื่องจากท่อคาร์บอนนาโนต้องพาดอยู่ระหว่างขั้วอิเล็กโตรดสองขั้วเพื่อทำ หน้าที่เหมือนท่อนำอิเล็กตรอนผ่านไป)
อีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญก็คือ ต้องคัดกรองเอาเฉพาะท่อคาร์บอนนาโนที่มีการจัดเรียงตัวของอะตอมคาร์บอนที่ เหมาะสมเท่านั้นจึงจะมีคุณสมบัติพิเศษดังกล่าว (ซึ่งปัจจุบันในห้องวิจัยสามารถทำได้สำเร็จด้วยการใช้มนุษย์คัดเลือกและจัด วางเองเท่านั้น)
ดังนั้น อนาคตที่จะผลิตชิพที่เร็วขึ้นจากท่อคาร์บอนนาโนจึงยังไม่ใช่ความหวังของวันพรุ่งนี้
ข่าวดีก็คือความพยายามของมนุษย์ก็ยัง ไม่สิ้นสุด (เหมือนความพยายามในการดำรงอยู่ของสายพันธุ์มนุษย์ในธรรมชาติ) นักวิทยาศาสตร์อีกกลุ่มหนึ่งได้คิดค้นวิธีการสร้างทรานซิสเตอร์ด้วยวัสดุ คาร์บอนเหมือนกัน แต่เป็นในรูปของกราไฟต์ (Graphite) เป็นวัสดุเดียวกันกับไส้ดินสอสีดำนั่นแหละครับ
กราไฟต์เป็นการจัดเรียงตัวของชั้น อะตอมคาร์บอนที่แผ่เหมือนกับกระดาษ ประกอบด้วยอะตอมคาร์บอนเพียงชั้นเดียว นักวิทยาศาสตร์พบว่ามันสามารถทำให้ทรานซิสเตอร์ทำงานได้เร็วขึ้นกว่า ทรานซิสเตอร์แบบซิลิคอนถึงร้อยเท่า เนื่องจากอิเล็กตรอนเคลื่อนที่ในกราไฟต์ด้วยความต้านทานเกือบศูนย์จึงทำให้ เกิดความร้อนน้อยมาก
อาจจะพูดได้ว่ามันเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ ดีมากนั่นเอง (ทำให้นึกถึงตอนเด็กๆ ที่เราเคยเอาไส้ดินสอมาทดลองต่อวงจรเพื่อพิสูจน์ว่ามันสามารถนำไฟฟ้าได้ใน วิชาวิทยาศาสตร์)
ขณะเดียวกันซิลิคอนนำไฟฟ้าได้น้อย กว่าจึงทำให้เกิดความร้อนสูงเวลาชิพคอมพิวเตอร์ทำงานเร็วมาก จนมันละลายและทำให้วงจรเสียหาย ไม่เพียงความเร็วของการนำอิเล็กตรอนที่กราไฟต์เหนือกว่าซิลิคอนเท่านั้น แต่กราไฟต์ยังทำงานได้ดีขึ้นอีกเมื่อมันถูกลดขนาดให้เล็กลง ในขณะที่ซิลิคอนสูญเสียคุณสมบัติการนำไฟฟ้าที่ดีเมื่อมีขนาดเล็กกว่า 10 นาโนเมตร
นอกจากนี้ ยังค้นพบว่าเมื่อทำให้กราไฟต์เป็นริ้วหรือแถบคล้ายริบบิ้น หรือเพิ่มอะตอมของออกซิเจนให้มันแล้ว มันจะมีคุณสมบัติกึ่งตัวนำมากขึ้นจนสามารถใช้ทำเป็นทรานซิสเตอร์ได้ และกราไฟต์ยังสามารถสร้างเป็นทรานซิสเตอร์ได้ด้วยเทคนิค และเครื่องมือเดียวกันกับที่ใช้ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์แบบซิลิคอนใน ปัจจุบัน
บริษัทผู้ผลิตชิพยักษ์ใหญ่อย่าง Intel IBM และ HP กำลังให้ความสนใจเทคโนโลยีนี้อย่างตื่นเต้น เพราะว่ามันเป็นความหวังของวันพรุ่งนี้นั่นเอง ไม่ใช่ความหวังของอนาคตอีกกี่สิบปีก็ไม่รู้
เรื่องโดย: ดร. อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้อำนวยการหน่วยปฏิบัติการวิจัยนาโนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องกลจุลภาค
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC)
posted on 02 Dec 2009 13:50 by kimojisuru
รีโมตถอยไปเทคโนโลยีใหม่สั่งเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยสมอง
อีกไม่นาน สวิตช์แสง, รีโมททีวี หรือแม้แต่กุญแจบ้านอาจจะต้องเข้าพิพิธภัณฑ์วัตถุโบราณแล้ว เมื่อล่าสุดมีการคิดค้นเทคโนโลยีสั่งการคอมพิวเตอร์ด้วยสมอง ( brain-computer interface : BCI) ในยุโรป โดยผู้ใช้เพียงแค่สั่งการด้วยการนึกคิดของสมองเท่านั้น
เทคโนโลยีนี้ถูกนำมาจัดแสดงที่ CeBIT ในฮันโนเวอร์ เยอรมนี เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยเป็นนวัตกรรมใหม่ที่สามารถควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้านได้อย่างชาญฉลาด ตลอดจนสามารถช่วยเหลือผู้พิการทางร่างกายได้อีกด้วย
เนื่องจากว่าการเคลื่อนย้ายและควบคุมวัตถุใน VR นี้เกิดจากพลังนึกคิดของสมองเท่านั้น จึงเป็นไปได้ว่าอาจจะมีการนำอุปกรณ์ชนิดนี้มาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการทางร่างกาย เช่น สามารถช่วยให้ผู้พิการสามารถเปิดปิดโคมไฟเองได้ หรือควบคุมรถเข็นของตัวเองไปยังที่ต่างๆได้อย่างสะดวก
ตัวอย่างเช่นไฟดวงบนสุดนี้นะ ถูกตั้งไว้ที่ความถี่ 10 เฮิร์ตซ์ ถ้าผู้ใช้จ้องมาที่ไฟดวงนี้ เครื่อง EEG ก็จะตรวจสองความถี่ของคลื่นสมองผู้ใช้ แล้วก็จะไปสั่งงานหุ่นยนต์ให้เดินไปข้างหน้า หรือหากมองไปที่ไฟดวงอื่นที่มีความถี่ต่างกัน ก็จะทำให้หุ่นยนต์เดินไปทางซ้ายหรือทำอะไรอย่างอื่น
คาดว่าซีอีโอของ g.tec จะนำเทคโนโลยี BCI นี้เข้ามาใช้งานในทางการแพทย์ก่อน เพื่อช่วยเหลือผู้พิการและรักษาผู้ที่พักฟื้นจากการบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม เขาก็เชื่อว่าอีกไม่นานเทคโนโลยีนี้ก็คงจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้ และหลังจากที่ได้ทดสอบใน VR มาแล้วนั้น บ้านแห่งอนาคตของ g.tec ก็เข้ามาอยู่ในส่วนหนึ่งของโครงการ SM4all จนได้ และได้รับการสนับสนุนจากทาง EU ให้ทำการวิจัยทดลองต่อไปอย่างเต็มที่อีกด้วย
g.tec ก่อตั้งขึ้นโดย hristoph Guger and Günter Edlinger ในปี 1999 ในฐานะร้านขายของที่ผลิตจาก Graz University of Technology เท่านั้น โดยจะขายเทคโนโลยีที่ได้รางวัลต่างๆให้กับบริษัทผู้ผลิตต่างๆ, มหาวิทยาลัย และสถานบันวิจัยอีก 55 ประเทศ
posted on 02 Dec 2009 13:42 by kimojisuru
นวัตกรรมใหม่
ลดความอ้วนด้วยเสียง
การลดความอ้วนอาจไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ด้วยเครื่องมือชนิดใหม่ที่ใช้เสียงอุลตราซาวด์ช่วยในการแตกตัวของเซลล์
เครื่องลดความอ้วนชนิดใหม่นี้นี้มีชื่อว่า โอเปรา ซิงเกอร์ (Opera Singer) ซึ่งใช้เสียงอุลตราซาวด์ในระดับการสั่นที่เหมาะสมเพื่อทำให้เซลล์ไขมันเกิดการแตกตัว คล้ายกับการที่นักร้องเพลงโอเปราสามารถร้องจนทำให้แก้วแตกได้ เมื่อเสียงมีการสั่นมาถึงระดับที่เหมาะสม
เครื่องมือได้นำออกมาทดลองกับผู้ป่วยในอังกฤษเป็นครั้งแรก เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าไม่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ไม่ทำให้เกิดแผลเป็น และไม่ต้องใช้ยาชาช่วย ซึ่งแตกต่างจากวิธีการลดความอ้วนด้วยการดูดไขมัน
จากการทดสอบพบว่า โดยเฉลี่ยรอบเอวจะหายไปประมาณ 2.5 นิ้ว ภายในการบำบัด 4 ครั้ง และการรักษาด้วยวิธีนี้ไม่ส่งผลอันตรายต่อเส้นประสาท เส้นเลือด และเนื้อเยื่ออื่น ๆ แต่อย่างใด
ดร.เดวิด อัลแลมบี(Dr David Allamby) ผู้อำนวยการ และเจ้าของคลีนิค กล่าวว่า เครื่องมือชนิดนี้ ทำงานโดยการปล่อยแรงสั่นของเสียงลงไปยังเซลล์ไขมัน จนกระทั่งผนังเซลล์ไขมันแตกออก ซึ่งจะเห็นผลได้ชัดภายใน 4 ครั้งของกรรักษา
การรักษาด้วยวิธีนี้ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงต่อครั้ง ค่ารักษาเริ่มตั้นที่ครั้งละ 16,500 บาท (300 ปอนด์)